Get Adobe Flash player

Visitors Counter

1594901
Today
This Month
117
1772

ความเชื่อมั่นคง

โดย...วชิราวรรณ


นั้นเธอก็ต้องเข้ารับการรักษาทางเคมีและการทำรังสีบำบัด

     ตามปกติแล้ว ในระหว่างการรักษาดังกล่าว จะเกิดผลข้างเคียงตามมา โดยเฉพาะการทำเคมีบำบัดนั้นผู้ป่วยจะเกิดอาการทางจิตประ-สาท เช่น อารมณ์แปรปรวน ฉุนเฉียวง่าย พร้อมๆ กับอาการทางร่างกายคือผมร่วง รู้สึกคลื่นไส้ ผะอืดผะอม อยากอาเจียน ร่างกายอ่อนเพลียไม่มีแรง ใจหวิว เวียนศีรษะ เหม็นเบื่ออาหาร ปวดเมื่อยตามเนื้อตัว แสบร้อนตามผิวและเยื่อเมือก ยิ่งกว่านั้น การฉีดคีโมจะทำให้ร่างกายผู้ป่วยขาดภูมิต้านทานโรคและทำให้เกิดโรคแทรกซ้อน เช่นโรคเริมหรืองูสวัดที่เธอเป็นในช่วงนั้น ดังนั้น ช่วงนี้จึงเป็นช่วงที่ผู้ป่วยมะเร็งทุกคนขยาดและหวาดผวา แต่ด้วยการอธิษฐานอย่างหนัก เธอจึงไม่ค่อยแพ้มากนัก แต่เธอก็ต้องทุกข์ทรมานจากโรคแทรกซ้อนดังกล่าว

     เธอต้องฉีดคีโมเข้าเส้นเลือดถึงสิบสองเข็ม แต่ละเข็มบรรจุยาถึงหกขวดเล็กๆในสมัยนั้น หมอเท่านั้นที่เป็นผู้ฉีด เพราะการฉีดยาต้องทำอย่างช้าๆ และด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ มิเช่นนั้นถ้าฉีดพลาดจะเกิดอาการไหม้ทันที

     หลังจากฉีดคีโมสิบสองเข็ม (ฉีดหนึ่งเข็มแล้วเว้นไปสามสัป-ดาห์) แล้ว เธอต้องพักฟื้นดูแลรักษาสุขภาพให้ดีพร้อมที่จะทำการฉายแสง ซึ่งต้องทำถึงยี่สิบห้าครั้ง แม้จะอ่อนล้าโรยแรง แต่ด้วยความช่วยเหลือของคนดูแล เธอจึงสามารถไปทำรังสีบำบัดที่โรงพยาบาลรามา- ธิบดีกับอาจารย์แพทย์หญิง ลักษณา โพชนุกูลทุกวันเป็นเวลาถึงห้าสัปดาห์ได้

     เธอยอมให้ร่างกายได้รับการรักษาอย่างเต็มที่เสมือนหนึ่งการแพทย์แผนปัจจุบันเท่านั้นที่จะช่วยชีวิตเธอได้ แต่ขณะเดียวกัน เธอก็ให้จิตวิญญาณได้รับการรักษาจากพระเยซูอย่างเต็มร้อยเช่นกัน ด้วยรู้ว่าพระองค์ทรงเป็นผู้ควบคุมสรรพสิ่ง และถ้าเป็นพระประสงค์ พระองค์เพียงผู้เดียวเท่านั้นที่สามารถประทานชีวิตที่ครบบริบูรณ์ให้แก่เธอได้ ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากความเชื่อที่ว่า การรักษาของพระเจ้านั้นมีหลายหน ทาง และการรักษาผ่านแพทย์ก็เป็นหนทางหนึ่ง

     ดังนั้น ในยามสงัดสงบแห่งราตรีกาล ในท่ามกลางความเจ็บปวดทรมานจากผลของการบำบัดทางเคมีและการฉายแสง และในยามทุกข์ระทมในหัวใจ ถ้าแม้นคุณสามารถเดินทางด้วยเครื่องย้อนเวลากลับไปกว่าสามสิบปี เพื่อแอบดูเธอในห้องพักที่ “สถานพยาบาลและผดุงครรภ์อ้วยเล้ง” ซึ่งตั้งอยู่ข้างสถานีตำรวจพลับพลาไชยในปัจจุบันได้ คุณก็จะเห็นสภาพร่างกายที่บวมฉุและศีรษะอันปราศจากผมของเธอ และก็จะได้ยินเสียงคร่ำครวญครางอย่างแผ่วเบาในความเงียบสงัด คุณอาจจะคิดว่าเป็นเสียงครางเนื่องจากความเจ็บปวด แต่ครั้นเดินใกล้เข้าไป…ใกล้เข้าไป คุณก็จะได้ยินเสียงนั้นชัดเจนขึ้น เอ๊ะ! ไม่ใช่นี่ นั่นเสียงพูดต่างหาก แล้วคุณก็อาจจะสงสัยอีกว่าค่ำมืดดึกดื่นป่านนี้แล้ว เธอกำลังพูดกับใครอยู่หรือ

     โอ้องค์พระเจ้าผู้ทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก พระองค์สร้างมนุษย์คู่แรก พระองค์เป็นเจ้าของมนุษย์ เพราะฉะนั้น พระองค์เท่านั้นมีสิทธิ์จะให้ลูกอยู่หรือตาย ตัวลูกเองไม่กลัวตายหรอกพระเจ้าข้า เพราะการไปอยู่กับพระองค์ก็ดีกว่า แต่ลูกเป็นห่วงลูกเล็กๆ สี่คน พระคัมภีร์บอกว่า “ลูกเป็นมรดกที่พระเจ้าประทานให้” ผู้ชายมีหน้าที่ทำมาหาเลี้ยงครอบครัว ดังนั้น เด็กๆ พวกนี้จึงต้องการแม่คอยดูแลอบรมสั่งสอน ถ้าเป็นน้ำพระทัย ก็ขอรักษาลูกให้หายด้วย และถ้าพระองค์รักษาลูก ลูกก็เชื่อว่าลูกจะหายขาดและจะไม่ตายด้วยโรคมะเร็ง และถ้าพระองค์เมตตา ลูกก็ขอมีชีวิตอยู่อีกยี่สิบห้าปี เพราะถึงตอนนั้น เฟิร์สท์ลูกชายคนเล็กจะอายุยี่สิบหกยี่สิบเจ็ด เขาคงจะเรียนจบและทำงานแล้ว ลูกก็คงจะหมดห่วง แต่ขอให้ทุกสิ่งเป็นไปตามน้ำพระทัยของพระองค์ อาเมน’

อ้อ! เธอพูดกับพระเจ้านั่นเอง......

 

(อ่านต่อฉบับหน้า)

Decem 22 , 2017