Get Adobe Flash player

Visitors Counter

1600127
Today
This Month
21
770

แบ่งปันชีวิต

โดย...วชิราวรรณ


ช่วงชีวิตของฉันที่อยู่กับปู่ย่าและญาติพี่น้องทางบิดานับแต่นอนแบเบาะมานั้น เป็นช่วงที่อบอุ่นและเป็นสุขตามอัตภาพ เนื่องจากฉันเป็นเด็กกำพร้า เป็นนกขมิ้นเหลืองอ่อน (ตามที่ย่าพร่ำพูดอยู่เสมอ) ประกอบกับเป็นเด็กหน้าตาน่ารัก ฉันจึงได้รับความรักและการดูแลเอาใจใส่จากคนรอบข้างอย่างดีพอสมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากย่าหรือแม่ใหญ่ของฉัน (ซึ่งเป็นใหญ่ที่สุดในบ้าน) ที่รักและตามใจฉันมาก คอยปกป้องคุ้มภัยและให้ท้าย จนเป็นที่อิจฉาของบรรดาสะใภ้และลูก ๆ ของพวกเขา

อย่างไรก็ตาม ความรักของย่าก็มิอาจเติมเต็มสิ่งที่ขาดหายไปในหัวใจฉันได้ น่าแปลกที่หัวใจฉันยังมีรูอยู่! ชีวิตดำเนินไปตามปกติ ขอบคุณพระเจ้าที่ฉันได้รับการศึกษาในโรงเรียนที่ดีมาตลอด โดยเฉพาะการศึกษาในช่วงปฐมวัย ฉันได้เรียนในโรงเรียนเอกชน โดยเฉพาะโรงเรียนคาทอลิกแห่งหนึ่งเป็นเวลาถึงห้าปี ห้าปีในโรงเรียนคาทอลิกแห่งนี้ เป็นห้าปีแห่งวิชาการและคุณธรรม...แห่งการฝึกฝนและตระหนักรู้ ฉันได้รับสิ่งดี ๆ มากมายจากโรงเรียนนี้ (ยกเว้นศาสนาคริสต์) และเนื่องจากฉันเป็นเด็กเรียนดีมาตลอด ถ้าสอบไม่ได้ที่หนึ่งก็ที่สอง ฉันจึงได้รับมอบหมายให้เป็นรองหัวหน้าชั้น ด้วยเหตุนี้ ฉันจึงมีความคิดเป็นผู้ใหญ่เกินตัวและเป็นคนมีความรับผิดชอบสูง

ในที่สุด วันที่ฉันไม่เคยคาดฝันว่าจะเกิดขึ้น คือวันที่คนที่รักฉันมากที่สุด ที่ฉันคิดว่าจะอยู่ให้ความรัก ความอบอุ่นและปกป้องคุ้มครองฉันตลอดไปนั้นได้จากไป ย่าของฉันเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง! แม้ว่าจะมิใช่การสูญเสียอย่างกะทันหัน แต่ฉันก็รู้สึกว่าได้สูญเสียเทพผู้พิทักษ์ในชีวิตของฉันไปชั่วนิรันดร์

ฉันจำคืนนั้นได้ และก็โชคดีที่มีผู้ถ่ายรูปฉันตอนนั้นไว้เพื่อย้ำเตือนความทรงจำ คืนที่ฉันเดินเข็นรถบรรทุกศพของย่าไปตามทางเดินภายในวัดแห่งหนึ่ง ในวัยสิบสองขวบ ฉันเดินร้องไห้พลางเข็นรถบรรทุกศพไปตามถนนเล็ก ๆ นั้น ในใจก็คร่ำครวญปิ่มว่าจะขาดใจ โลกของฉันกำลังจะสิ้นสุดลงกระนั้นหรือ ในวัยเพียงเท่านั้น และด้วยความเป็นคนคิดมากอีกทั้งเป็นผู้ใหญ่เกินตัว ฉันจึงสับสน มึนงง และว้าเหว่สุดจะพรรณนา ฉันจะทำอย่างไรต่อไปในชีวิต ฉันสูญสิ้นทุกสิ่งแล้วใช่ไหม

นับแต่นั้นมา ชีวิตของฉันก็ทุกข์ทรมาน มิใช่ทางร่างกาย แต่ทางจิตใจ เมื่อสิ้นย่าแล้วดูเหมือนทุกคนจะหันกลับมาเป็นปฏิปักษ์กับฉัน แต่ขอบคุณพระเจ้าอีกเช่นกัน ที่ยังมีคุณอาฉันสองคนที่เข้าใจและหันมาให้ความช่วยเหลือทางด้านการดำรงชีวิตและการศึกษา เพื่อเติมเต็มและยืดอายุร่างกายของฉันให้คงอยู่ต่อไป แต่มิใช่อายุหัวใจ แม้จะได้เรียนหนังสือและมีกินมีใช้ตามอัตภาพ แต่ฉันก็ขาด เป็นความขาดที่ฉันต้องชดเชยด้วยเพื่อน ใช่ ขอบคุณพระเจ้าที่ฉันชดเชยความขาดทั้งหลายทั้งปวงด้วย “เพื่อน” เท่านั้น

เมื่อชีวิตย่างเข้าสู่วัยรุ่น ซึ่งเป็นช่วงที่ลำบากที่สุด ฉันต้องปรับตัว ต้องสู้ สู้เพื่อจะได้รับการยอมรับ สู้เพื่อจะมีชีวิตรอด ฉันมีเพื่อนมากมาย ฉันกลับบ้านดึกทุกคืน ขอบคุณสวรรค์ที่เพื่อน ๆ เหล่านั้นไม่เคยชักชวนฉันเข้าหาสิ่งเสพย์ติดหรือเครื่องดองของเมาใด ๆ เลย และฉันก็มิเคยทำตัวเสียหายด้วยเรื่องผู้ชายพายเรือเช่นกัน สิ่งเดียวที่ทำให้ฉันกลับบ้านดึก ๆ ทุกคืน บางคืนถึงตีสาม นั่นคือการนั่งคุยกับเพื่อน คุยในเรื่องสัพเพเหระซึ่งเป็นการบรรเทาความเหงาว้าเหว่ได้อย่างมาก หลายครั้งที่ฉันต้องแอบไปร้องไห้อยู่หลังบ้าน พลางแหงนหน้ามองท้องฟ้า แล้วพูดว่า “มีใครบนนั้นบ้างไหมที่จะรักและเข้าใจฉัน”

ด้วยพฤติกรรมการมีเพื่อนมาก และการกลับบ้านดึก ๆ ดื่น ๆ ทุกคืนทำให้ทั้งเพื่อนบ้านและบรรดาสะใภ้ทั้งหลายของฉันต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “อีนี่ คงจะไม่พ้นซ่องหรืออาบอบนวด”

ด้วยคำพูดประโยคนี้เอง ฉันจึงคิดได้และหันกลับมาตั้งใจเรียนหนังสือ ฉันจึงชดเชยความขาดทุกชนิดและความทุกข์ทุกอย่างด้วยการเรียน เรียนทุกสิ่งทั้งในโรงเรียนและทางไปรษณีย์ ผลจากการนี้ทำให้ฉันเรียนจบหลักสูตรพระคัมภีร์ไบเบิลพื้นฐานทางไปรษณีย์จากสถาบันการศึกษาคริสเตียนแห่งหนึ่งได้

เมื่อมองย้อนกลับไปในชีวิตวัยรุ่นตอนนั้น ฉันขอบคุณคำพูดดูถูกชิงชังประโยคนั้นที่ผลักดันให้ฉันก้าวมาถึงทุกวันนี้ได้ และที่สำคัญที่สุด ฉันขอบคุณองค์พระผู้เป็นเจ้าที่ทรงเมตตาและตอบคำถามของฉันเมื่อครั้งนั้น ว่าพระองค์สถิตอยู่บนท้องฟ้านั่น พระองค์ทรงรักและเข้าใจฉัน อีกทั้งทรงดูแลปกป้องคุ้มครองฉันเสมอมา เพราะหลายครั้งที่ฉันเกือบจะพลาดพลั้งลงไปในสิ่งชั่วร้ายต่าง ๆ แต่ก็รอดพ้นมาได้ทุกครั้ง

ทุกวันนี้ หัวใจของฉันได้รับการเติมเต็มด้วยความรักของพระเจ้า และก็น่าแปลกที่รูนั้นหายไป แต่อาจมีรอยแผลเป็นปรากฏอยู่แต่ก็ไม่เจ็บอีกต่อไป หัวใจฉันเต็มไปด้วย “ความรัก” ที่มีต่อพระเจ้าและผู้อื่น นับแต่วันที่ฉันเปิดใจออกต้อนรับองค์พระเยซูคริสต์เข้ามาในชีวิตเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อนนั้น ฉันปฏิญาณกับพระเจ้าและกับตัวเองว่า ฉันจะชดเชยการขาดทั้งหลายทั้งปวงนั้นด้วยการ “ให้” ให้ทุกสิ่งที่เป็นน้ำพระทัยพระเจ้าเพื่อช่วยเติมหัวใจของเพื่อนมนุษย์ให้เต็ม

ขอบคุณพระเจ้าสำหรับความทุกข์ที่ฉันประสบ ซึ่งอาจจะมิใช่ความทุกข์สาหัสเหมือนที่หลายคนพานพบ แต่การได้ลิ้มรสความทุกข์มานั้นทำให้ฉันสามารถเข้าใจความทุกข์ของผู้อื่นได้พอสมควร ฉันตระหนักดีว่า ในท่ามกลางสังคมวัตถุนิยม การแก่งแย่งแข่งขัน และความวุ่นวายสับสนต่าง ๆ นานาในปัจจุบันนี้ หัวใจของมนุษย์ทุกคนมี “รู” รูนั้นอาจเกิดจากบาดแผลที่ได้รับจากการทำร้ายตัวเองหรือถูกผู้อื่นทำร้าย อาจเป็นแผลที่เกิดในอดีตอันยาวนานซึ่งยังมิได้รับการเยียวยาหรือเกิดขึ้นในปัจจุบัน มนุษย์ทุกคนต่างก็พยายามสรรหาสิ่งต่าง ๆ มาปิดทับหรือถม “รู” บาดแผลนั้น แต่ยิ่งปิดก็ยิ่งเจ็บ ยิ่งถมก็ยิ่งอักเสบ เพราะมีทางเดียวที่จะสามารถเติมเต็มรูนั้นได้ก็คือ “เวลา” บวกกับหูที่ “ฟัง” และ หัวใจที่ “เข้าใจ” เท่านั้น และฉันก็ขอเป็นหูที่ฟังและหัวใจที่เข้าใจนั้น

ฉันไม่เข้าใจว่า ตอนเริ่มเรื่องเป็น “ชีวิตของฉัน” แต่ตอนจบกลับเป็น “ชีวิตของคนอื่น” ได้อย่างไร



November 1,2017