Get Adobe Flash player

Visitors Counter

1600192
Today
This Month
86
835

วีระบุรษแห่งความเชื่อ-การทรงเรียก

บ็อบ ลอเรนท์ : เขียน

วชิราวรรณ วรรณละเอียด : แปล/เรียบเรียง

 

 ชาร์ลส์ วอท์ชแมนเทศน์ต่อ “ดังนั้น เมื่อพระเยซูทรงหันไปทางสาวกแล้ว พระองค์ก็ตรัสขึ้นโดยใช้คำบรุพบทภาษากรีกคำเดียวกันนี้ว่า ‘ถ้าท่านทั้งหลายเป็นของโลก (ek tou kosmos) โลกก็จะรักท่านซึ่งเป็นของโลก แต่เพราะท่านไม่ใช่ของโลก เพราะเราได้เลือกท่านออกจากโลก เหตุฉะนั้นโลกจึงเกลียดชังท่าน’ (ยอห์น ๑๕:๑๙) เรามีคำพูดที่เหมือนกันตรงนี้คือ ‘ไม่ใช่ของโลก’ [แต่เรายังมีคำพูดอื่นที่มีพลังกว่าเพิ่มเข้ามาอีก นั่นคือ ‘เราได้เลือกท่านออกจากโลก’ ในกรณีหลังนี้มีมีการเน้นย้ำสองครั้ง เหมือนที่กล่าวมาก่อนหน้านี้ว่ามี ekหนึ่งคำซึ่งแปลว่า ‘ออกจาก’ แต่ก็มีคำกริยา ‘เลือก’ eklegoเพิ่มเข้ามาอีก ซึ่งในตัวของมันเองก็มี ekอีกคำหนึ่งบรรจุอยู่ด้วย พระเยซูกำลังตรัสว่าสาวกของพระองค์ได้ถูก ‘เลือกออกมา ออกมาจากโลก’]

มีคำว่าekสองคำในชีวิตของผู้เชื่อทุกคน พระเจ้าได้ทรงเรียกเราให้ออกจากองค์กรอันกว้างใหญ่ที่เรียกว่า kosmosนั้น และออกจากมวลอันมหึมาทั้งหมดของแต่ละคนที่เป็นของมันและเกี่ยวพันอยู่กับมัน ให้ออกมา ให้ขจัดสิ่งนั้นทั้งหมดออกไป และดังนั้นชื่อ ‘คริสตจักร’ ekklesiaซึ่งหมายความว่า ‘ผู้ที่ได้รับการทรงเรียกออกมา’ ของพระเจ้าก็ตามมา ถ้าท่านเป็นผู้ที่ได้รับการทรงเรียก เช่นนั้นแล้วท่านก็เป็นผู้ที่ถูกเรียกออกมา

ในฐานะที่เป็นประชากรของพระเจ้า เราก็มีสองชื่อคือ ถ้าเรามองย้อนกลับไปยังประวัติศาสต์ที่ผ่านมาของเรา เราก็จะเป็น ekklesiaซึ่งแปลว่าคริสตจักร แต่ถ้าเรามองชีวิตของเราปัจจุบันที่อยู่ในพระเจ้า เราก็จะเป็นพระกายของพระคริสต์ ซึ่งเป็น expression ในโลกของพระองค์ผู้สถิตในสวรรค์ ในแง่ของการที่พระเจ้าทรงเลือกตัวเรา เราก็ออกจากโลก แต่ในแง่ชีวิตใหม่ของเรา เราก็ไม่ได้เป็นของโลกเลยแต่เรามาจากเบื้องบน ทางหนึ่ง เราเป็นประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร ทรงเรียก และทรงส่งออกไปให้อยู่นอกระบบโลก และอีกทางหนึ่ง เราเป็นประชากรที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ซึ่งไม่เกี่ยวพันกับระบบนั้นอย่างสิ้นเชิง เพราะว่าโดยพระวิญญาณแล้วเราก็ถือกำเนิดมาจากเบื้องบน”

วอท์ชแมนประเมินผู้ฟังของเขา และกล่าวประเด็นสำคัญของคำเทศนา นั่นคือ “ในฐานะที่เป็นประชากรของพระเจ้า สวรรค์ไม่ได้เป็นเพียงจุดหมายปลายทางของเราเท่านั้น แต่ยังเป็นต้นกำเนิดของเราอีกด้วย”

เนื่องจากไม่ต้องการจะละสายตาจากผู้เทศน์ ผู้มาเยือนคนหนึ่งเหลือบตามองคนที่นั่งอยู่ข้างๆ เป็นครั้งคราวด้วยสายตาที่สื่อถึงความกระตือรือร้นต่อคำเทศนา วอท์ชแมนประกาศออกมาด้วยความชื่นชมยินดีว่า “นี่เป็นสิ่งที่น่าประหลาดใจ ที่ในพวกท่านทั้งหลายและในข้าพเจ้ามีส่วนประกอบที่สำคัญหนึ่งซึ่งเกี่ยวกับโลกอื่นอย่างอย่างขาดเสียมิได้ ชีวิตที่เรามีในฐานะที่เป็นของขวัญจากพระเจ้านั้นมาจากฟ้าสวรรค์และไม่เคยอยู่ในโลกนี้เลย มันไม่ได้สอดคล้องกับโลกแต่สอดคล้องกับสวรรค์อย่างสมบูรณ์ และแม้ว่าเราต้องผสมผสานกับโลกอยู่ทุกวัน มันก็ไม่เคยปล่อยให้เราลงหลักปักฐานและรู้สึกสบายเลยเมื่ออยู่ที่นี่

สหายที่รักของข้าพเจ้า ท่านเคยตั้งเต๊นท์หันหน้าไปทางเมืองโสโดมเหมือนโลทไหม ท่านเคยตอกหมุดเต๊นท์ของท่านลึกเสียจนท่านไม่สามารถจะย้ายออกไปได้ในตอนเช้าเมื่อพระเจ้าของเราเสด็จกลับมาหรือไม่ ท่านรู้สึกสบายกับโลกนี้มากเกินไปหรือเปล่า โลกที่พระเยซูทรงบอกเราว่ามันวางอยู่บนตักมาร ขอจงฟังสิ่งที่พระคำของพระเจ้าทรงบอกเราเกี่ยวกับตำแหน่งฐานะของเราที่มีต่อโลกรอบตัวเรา” วอท์ชแมนยกข้อพระคัมภีร์ขึ้นมาพูดปากเปล่าอย่างต่อเนื่องรวดเร็วและมีพลังอำนาจ

 อย่ารักโลกหรือสิ่งของในโลก ถ้าผู้ใดรักโลก ความรักต่อพระบิดาไม่ได้อยู่ในผู้นั้น เพราะว่าสารพัดซึ่งมีอยู่ในโลก คือตัณหาของเนื้อหนังและตัณหาของตา และความทะนงในลาภยศไม่ได้เกิดมาจากพระบิดา แต่เกิดมาจากโลก และโลกกับสิ่งที่ยั่วยวนของโลกกำลังล่วงไป แต่ผู้ที่ประพฤติตามพระทัยของพระเจ้าจะดำรงอยู่เป็นนิตย์” (๑ ยอห์น ๒:๑๕-๑๗)

ไม่รู้หรือว่า การเป็นมิตรกับโลกนั้นคือการเป็นศัตรูกับพระเจ้า เหตุฉะนั้นผู้ใดใคร่เป็นมิตรกับโลก ผู้นั้นก็ตั้งตัวเป็นศัตรูกับพระเจ้า” (ยากอบ ๔:)

เพราะว่าพระองค์ผู้ทรงอยู่ในท่านทั้งหลายเป็นใหญ่กว่าผู้นั้นที่อยู่ในโลก” (๑ ยอห์น ๔:)

พระเจ้าตรัสว่า ‘เหตุฉะนั้น เจ้าจงออกจากหมู่พวกเขาเหล่านั้น และจงแยกตัวออกจากเขาทั้งหลาย’ ” (๒ โครินธ์ ๖:๑๗)

 

 

----------------------------------