Get Adobe Flash player

Visitors Counter

1600154
Today
This Month
48
797

วารสารที่ชื่อ คริสเตียน

บ็อบ ลอเรนท์ : เขียน

วชิราวรรณ วรรณละเอียด : แปล/เรียบเรียง

  

     อย่างไรก็ตาม มีบางสิ่งที่ขาดหายไปจากงานรับใช้ของพวกเธอ เมื่อรูธเชิญเพื่อนของเธอให้ย้ายฐานปฏิบัติการไปอยู่เซี่ยงไฮ้ รูธก็ได้เกลี้ยกล่อมวอท์ชแมนให้ย้ายไปอยู่ที่นั่นเรียบร้อยแล้ว เพื่อว่าเธอจะสามารถช่วยเขาในเรื่องการพิมพ์วารสารที่ชื่อ คริสเตียน ซึ่งกำลังมีผู้อ่านเพิ่มขึ้นทุกวัน เมื่อ พีซ หวัง พบกับ วอท์ชแมน นี เธอก็พบบางสิ่งที่ขาดหายไปนั้น

      เราต้องทำมากกว่าการประกาศ” วอท์ชแมนพูดขึ้นอย่างกระตือรือร้นขณะที่กลุ่มศึกษาพระคัมภีร์ได้มารวมกันในบ้านของ พีซ นี ในตอนปลายฤดูหนาว “พระเจ้าของเราทรงเทชีวิตของพระองค์เข้าไปในสาวกทั้งสิบสองคนเป็นเวลาสามปีครึ่ง ก่อนที่พระองค์จะทรงบอกพวกเขาให้ออกไปจนถึงที่สุดปลกำลังนำ

      “แต่ พี่น้องนีคะ” พีซ หวังพูด “พระคัมภีร์บคนมาหาพระคริสต์โดยปราศจากการเทชีวิตของเราเข้าไปใน (ชีวิต) พวกเขา”อกให้เราทำงานเป็นผู้ประกาศายแผ่นดินโลก เรานะคะ”

      “ใช่ครับ สหาย แต่ถัดจากพระเจ้าแล้ว นักประกาศที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกได้กล่าวไว้ว่า ‘เราก็มีใจพร้อมที่จะเผื่อแผ่เจือจาน มิใช่แต่เพียงข่าวประเสริฐของพระเจ้าเท่านั้น แต่อุทิศตัวเราให้แก่ท่านด้วย’ “ (๑ เธสะโลนิกา ๒:) เขายกคำของอัครทูตเปาโลขึ้นมาพูด “ผู้เชื่อในจีนความเชื่อยังตื้นและไร้ฐาน พวกเขาเป็นเมฆที่ปราศจากฝน หลังจากที่พวกเขามาหาพระคริสต์แล้ว ต้องมีคนช่วยเขาให้เติบโตขึ้น”

      ด้วยการตัดสินใจเช่นนี้ บางทีสิ่งที่กลายมาเป็นกลุ่มเคลื่อนไหวของคริสตจักรที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์คริสเตียนอัเนินรอยตามแบบแผนพื้นฐานของการประกาศเผยแพร่ในสมัยพระคัมภีร์ใหม่แล้ว ผลลัพธ์ก็คือจะมีคริสตจักรท้องถิ่นที่เข็มแข็งเกิดขึ้น ซึ่งจะมีการสร้างสมาชิกของคริสตจักรนั้นให้เป็นสาวกทุกๆ วันนสั้นของจีนก็ได้เริ่มขึ้นด้วยความถ่อมสุภาพแล้ว วอท์ชแมน รูธ พีซ และจอห์น หวังได้อุทิศตัวเองให้กับการให้คำจำกัดความของการประกาศที่กว้างขึ้นกว่าที่บรรพบุรุษของพวกเขาได้กระทำ พวกเขาเชื่อว่าถ้าดำ

      คริสตจักรในเซี่ยงไฮ้เริ่มเติบโตขึ้นด้วยการบอกต่อๆ กันไป คริสตจักรนี้มีคุณภาพของชีวิตและจิตวิญญาณที่ไม่อาจระงับได้ และไม่ช้าผู้คนทั้งจังหวัดก็พากันพูดถึงมัน อย่างไรก็ตาม นับแต่แรกแล้วที่วอท์ชแมนกลัวการมีชื่อเสียง เขาหวาดกลัว “ชีวิตนอกจุดรวมแสง” ซึ่งดูจะเป็นเรื่องปกติในหมู่คนที่ได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี

      จุดหมายปลายทางของผมก็คือการรับความปีติอย่างล้นเหลือหรือไม่ก็ถูกทรมานจนตาย” เขาเผยให้เพื่อนๆ ฟังพลางเสริมว่า “ผมปฏิเสธที่จะได้รับการยกย่อง” และเพื่อให้ถึงเป้าหมายนั้นเขาก็จะทำงานหนักเพื่อทำให้ชีวิตและงานรับใช้ของเขาง่ายขึ้น และเพื่อเบี่ยงเบนคำสรรเสริญเยินยอใดๆ ที่เข้ามาในทางของเขาออกไป

      การปรารถนาของเขาสำหรับความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในหมู่คริสเตียนทั้งมวลทำให้เขาคิดคำซึ่งมีความหมายเป็นสามัญที่สุดขึ้นใช้กับทุกระยะการทำงานของเขา เขาเรียกตึกที่ใช้นมัสการว่าที่ประชุม เขาตั้งชื่อวารสารของเขาว่า คริสเตียน เขาพูดถึงชีวิตคริสเตียนว่าเป็น “ทางนั้น” และเอ่ยถึงคริสเตียนอย่างง่ายๆ ว่าเป็น “ผู้เชื่อ” เขาไม่เคยคิดแบ่งแยกว่าใครเป็นพวกแองกลิกัน พวกเมทอดิสต์ หรือพวกแบ๊บติสต์เลย เพราะการแบ่งคณะนิกายสำหรับพวกเขาแล้วเป็นคำสาปแช่ง และแม้กระนั้น เขาก็ยังทำพลาดอย่างไม่รู้ตัวซึ่งมีผลให้งานรับใช้ของเขาถูกตีตราด้วยชื่อที่ติดปากมาจนถึงทุกวันนี้

      วอท์ชแมนถูกดึงดูดใจด้วยหนังสือเพลงสวดเล่มหนึ่งของคณะเบรธเรนซึ่งมีชื่อว่า เพลงสรรเสริญสำหรับลูกแกะฝูงเล็ก เขาแปลเพลงเหล่านั้นเพื่อใช้ในที่ประชุมของเขา และก็เอาชื่อนั้นตั้งเป็นชื่อหนังสือเพลงสรรเสริญของคริสตจักรใหม่อย่างไม่ตั้งใจ เพื่อนๆ มิชชันนารีของเขาจดจำชื่อนั้นในทันใด และเริ่มจะแพร่กระจายชื่อนั้นเมื่อพวกเขาเดินทางไปในที่ต่างๆ แม้ว่าวอท์ชแมนจะเปลี่ยนชื่อนั้นในทันทีที่เขาได้ยินผู้คนกำลังเรียกคริสตจักรที่ถนนฮาถงว่า “ลิทเติล ฟล็อค” ก็ตาม แต่ก็สายไปเสียแล้ว งานรับใช้ของเขาจะต้องเป็นที่รู้จักกันตลอดไปในชื่อกลุ่มเคลื่อนไหวลิทเติล ฟล็อค ซึ่งก็พอๆ กับที่เขาเกลียดฉายาที่ตั้งให้นั้น

      เป็นเวลาไม่นานที่ผู้นำคริสเตียนอันทรงอิทธิพลในประเทศอังกฤษได้ฟังข่าวคราวเกี่ยวกับการทำงานของพระเจ้าในกลุ่มลิทเติล ฟล็อค โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ชาร์ลส์ บาร์โลว์ ซึ่งเป็นสมาชิกคนหนึ่งใน “กลุ่มลอนดอน” ของคณะเบรธเรน เขาเป็นพวกหัวกะทิและนักอนุรักษ์นิยมตกขอบ เขาได้ยินเรื่องเกี่ยวกับวอท์ชแมนและตัดสินใจจะไปเยี่ยมเขาตอนเขามาทำธุรกิจที่เซี่ยงไฮ้ในฤดูหนาวของปี ค..๑๙๓๑ หลังจากการมาเยือนสิบวันอันมีชีวิตชีวานั้น มิสเตอร์บาร์โลว์ก็เขียนจดหมายไปเล่าเรื่องเกี่ยวกับผู้เชื่อในจีนให้เพื่อนๆ ชาวเบรธเรนฟังว่า

      ไม่ต้องสงสัยเลยว่า วอท์ชแมน นี เป็นคนเด่นในหมู่พวกเขา เขาเหนือชั้นกว่าทุกคนที่นั่นมาก อายุเขาแค่ยี่สิบแปดปีแต่มีการศึกษาดี และเป็นผู้มีความสามารถที่มีชื่อเสียง”

      ความรู้ทางพระคัมภีร์และวิธีสื่อสารข้อพระคำในที่ประชุมของเขาประทับใจผู้มาเยือนท่านนี้เป็นที่สุด เขาสังเกตุเห็นความตั้งใจฟังของพวกเขาต่อคำพูดของศิษยาภิบาลหนุ่ม และเห็นความกระตือรือร้นของวอท์ชแมนในการป้อนความล้ำลึกจากพระคัมภีร์ให้แก่พวกเขาโดยตรง เขานำคนเหล่านั้นไปยังสายธารแห่งจิตวิญญาณทุกวัน ซึ่งไม่มีผู้ใดในลอนดอนซึ่งบาร์โลว์รู้จักได้คิดที่จะทำเช่นนั้นเลย

      ในความเป็นจริงแล้ว เกือบจะเป็นเวลานี้ที่มารดาของวอท์ชแมนได้มาฟังบุตรชายของเธอเทศนาในการประชุมเกี่ยวกับพระคัมภีร์ครั้งหนึ่งในเซี่ยงไฮ้ กฎเกณฑ์ทางจิตวิญญาณอันเข้มงวดของเขาซึ่งได้รักษามากว่าสิบปี (นั่นคือการศึกษาพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ตลอดทั้งเล่มอย่างน้อยเดือนละครั้ง และการท่องจำข้อพระคำยาวๆ จากพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเก่า ขณะที่บ่อยครั้งก็จะอธิษฐานถึงวันละสี่ชั่วโมง) ได้ดึงเธอออกจากที่ลึกภายในตัวเธอ ในช่วงระหว่างการเทศนาตอนแรกของเขา หลังจากได้ฟังเขาเทศน์มาได้สองสามวันแล้ว สตรีที่เคร่งศาสนาผู้นี้ซึ่งตัวเธอเองก็เป็นนักศึกษาพระคัมภีร์ที่ดีคนหนึ่งเหมือนกันได้สารภาพว่า “สิ่งที่ลูกชายฉันเทศน์ลึกเกินไป ฉันไม่เข้าใจ และฉันก็หยิ่งเกินกว่าจะถามด้วย แต่พอเห็นชีวิตของพวกเขา (ที่เปลี่ยนไป) แล้ว ฉันก็ต้องคารวะให้ด้วยความเคารพ”

 

21 กรกฎาคม 2016