Get Adobe Flash player

Visitors Counter

1594916
Today
This Month
132
1787

เดย์วัน #19

เรื่อง มนุษย์ยุคสุดท้าย
โดย ป. ปัญญาชน

ระยะนี้หากใครไม่ได้เห็น หรือได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับการใช้ภาษาและการกระทำไร้ซึ่ง จริยธรรม ไม่รู้กาลเทศะ ในบ้านเมืองของเรา แสดงว่าเชยเต็มที....เพราะเป็นท็อกออฟเดอะทาวน์ในชุมชนไทยในแอลเอ.เลยทีเดียว....

อย่างน้อยก็มีหลายๆท่านที่คาดไม่ถึงว่า จะได้เห็นสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในบ้านเมืองของเราในยุคนี้...น่าเป็นห่วงเด็กๆหรือเยาวชนไทยยิ่งนัก...

เรื่องนี้ทำให้คิดถึงเพื่อนหญิงคนหนึ่ง เธอชื่อ เพลิน เพิ่งเดินทางมาอเมริกาเพื่อศึกษาต่อปริญญาโทด้านการให้การปรึกษา (Counselor) เธอค่อนข้างจะเรียบร้อยแบบหญิงไทยที่มีการศึกษาและจากสิ่งแวดล้อมที่ดี ที่คิดแบบนั้นก็เพราะกิริยามารยาทตลอดจนภาษาที่พูดสุภาพเรียบร้อย รู้จักที่ต่ำที่สูง ให้ความเคารพแก่ผู้ที่อาวุโสกว่าเสมอๆ แถมไม่เคยเห็นเธอโกรธใครสักที ใครว่าอะไรก็ได้แต่ยิ้มลูกเดียว....

เพลิน...ก็มีข้อเสียอย่างหนึ่ง คือเธอจะไม่กล้าขับรถขึ้นฟรีเวย์ ถึงแม้ว่าเคยขับรถในเมืองไทยมาแล้วก็ตาม จะไปไหนมาไหนสักทีต้องอ้อมขับไปตามทางธรรมดาๆ แถมยังขับรถช้าอีกต่างหาก เรื่องนี้เป็นเรื่องปวดหัวสำหรับรถคันอื่นๆเหมือนกัน จนถูกบีบแตรไล่ส่งหลายต่อหลายครั้ง เธอก็ไม่ว่าอะไร...บีบได้บีบไป...เธอได้แต่หันไปยิ้มให้...ถ้าไม่รู้คงคิดว่าเธอคงยียวนกวนประสาทเต็มที....

กว่าจะกล้าขับขึ้นฟรีเวย์ได้ต้องใช้ความกล้าอย่างมาก ต้องให้เพื่อนช่วยนั่งเป็นเพื่อนอยู่ในรถด้วยหลายวันกว่าจะขับเองได้ แต่ก็ขับช้ามากและเกร็งอย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งๆที่เพลินก็ขับรถในกรุงเทพฯมาแล้ว ชนิดปาดหน้าปาดหลังเธอก็ไม่เคยหวั่น เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เข้าใจยากเหมือนกัน เพื่อนๆของเพลินก็ไม่สามารถรู้สาเหตุว่าทำไมถึงได้เป็นแบบนั้น...

วันหนึ่งขณะขับรถอยู่ฟรีเวย์สาย 10 เหลือบไปเห็นแสงไฟสีแดงปรากฏขึ้นบนหน้าปัด ทำให้เธอตกใจมาก กลัวว่ารถจะต้องจอดกลางทาง ดังนั้นจึงขับไปสอดส่ายตาหาทางออกจากฟรีเวย์ไปเพื่อหาปั้มน้ำมันสักปั้ม
แต่...แล้ว เธอต้องตกใจ เมื่อได้ยินเสียงแตรบีบไล่มาทางด้านหลังทั้งๆอยู่บนฟรีเวย์ตามกฎแล้วเขาห้ามบีบแตรบนทางด่วนนี่นา...

....ไม่ใช่ครั้งแรกที่โดนแบบนี้ เธอรู้ตัวดีว่าอาจจะขับรถช้าไป ดังนั้นเธอจึงเร่งเครื่องให้มันเร็วขึ้น ถึงจะเร่งน้ำมันขึ้นก็ยังไม่ทันใจรถคันหลังที่ขับจี้ตามมาข้างหลังติดๆไม่ยอมให้ห่าง ด้วยความเกรงใจหรือกลัวจะโดนชน เธอจึงขับเปลี่ยนเลนเข้าไปทางเลนช้า เพื่อจะให้รถคันหลังขับผ่านไปก่อน....

ก่อนที่มันจะขับผ่านหน้าไป ด้วยความโกรธเรื่องอะไรของเขาก็ไม่รู้ แหกปากโวยวายพร้อมทั้งขับรถปาดหน้ารถของเธออย่างเฉียดฉิวพร้อมกับ....ชูนิ้ว...ให้เธอ....
เธองงมาก...เพราะไม่รู้ว่ามันจะรีบไปไหนของมัน แถมชูนิ้วให้อีก ความจริงเธอก็ไม่เข้าใจดอกว่ามันหมายถึงอะไร รู้แต่ว่าเป็นการแสดงความหยาบคายอย่างหนึ่งเท่านั้น

เพลินไม่ว่าอะไรเพราะคิดเสมอว่าที่นี่ไม่ใช่ประเทศของเรา มานี่ก็เพื่อศึกษาต่อเท่านั้น อีกไม่นานหากจบแล้วก็จะกลับไปอยู่บ้านเราเหมือนเดิม จึงไม่ได้ให้ความสนใจเท่าไรนัก
พอหยุดพักหายใจลึกๆให้หายเครียดได้สักครู่ก็ขับรถออกไปใหม่ เพื่อที่จะหาปั้มน้ำมันตรวจตรารถให้สบายใจก่อนที่ขับกลับที่พัก....

พอขับลงจากทางด่วนได้สักครู่ อ้าว...ไฟแดง...เจอเจ้ารถคันนั้นอีกแล้ว จอดเทียบกันเลยแต่คนละเลน มันหันมาแสยะยิ้มอย่างยียวน เห็นปากมันบ่นพึมพัมอะไรของมันก็ไม่รู้....ยังไม่พอ แถมจ้องหน้าอยู่นั่นแหละ คราวนี้มันไม่ไหวแล้ว ทนไม่ได้จริงๆ...เธอไม่รู้จะทำอย่างไรดี เลยยกมะเหงกให้ซะงั้น !!!
จากนั้นก็แยกย้ายกันไปหลังจากไฟเขียว....อ้าว...เจอมันอีกแล้วที่ปั้ม มันเข้ามาทักทายเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น...แหม...ความจริงมันก็โง่เหมือนเรานี่แหละ ดันมาถามว่า

"นี่คุณ งอนิ้วหลายๆนิ้ว ยกใส่ผมนั้นมันมีความหมายว่าอะไร....เพราะไม่เคยเห็น"

เธอหัวเราะออกมาดังๆ โธ่มันก็โง่เหมือนเราเลยจริงๆ
"เค้าเรียกมะเหงก!!" มันว่าตาม "มาแง๊ก...มาแง๊ก.." อย่างอารมณ์ดี
“มันมีความหมายว่าอะไรนะ” เธอยิ้ม
“ฉันไม่รู้....(โว้ย) !
มันไม่ยอมลดละพยายามตื้อต่อไป
"มันหมายความว่า ฉันโกรธคุณน่ะสิ !"
"คุณว่าโกรธ แล้วทำไมยังยิ้มหวานอยู่ล่ะ?"
"อะไรของมัน (วะ) "
ก่อนที่เธอจะว่าอะไรต่อก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า เพราะการ ยิ้มสยาม นี่เองทำให้เขาแปลกใจว่าทำไมว่าเรา โกรธเขามาก แต่เรายังมีรอยยิ้มให้เขาอยู่..มั๊ง ??...

ต่อมา...เขาคนนั้นพยายามตีสนิทและถามไถ่เรื่องรถ เพลินก็บอกเขาไปว่าไม่รู้รถเป็นอะไรเห็นมีแสงไฟสีแดงขึ้นมาให้เห็นบนแผงหน้าปัดรถ "ไม่เห็นเหรอที่รถมันเสียฉันเลยต้องขับช้าลงเพื่อหาช่างซ่อม..."
ความโกรธเคืองทั้งหมด เพลินลืมไปเลย...เพราะเจ้าหนุ่มมีท่าทีเป็นมิตรอย่างดีแถมยังอาสาช่วยดูรถให้ด้วย
"คุณ ลองสตาร์ทรถแล้วเปิดกระโปรงรถให้ผมดูหน่อย"
เพลิน กลับขึ้นไปสตาร์ทรถอย่างว่าง่าย และดึงปุ่มเปิดกระโปรงรถให้เขาตรวจเครื่องดูอย่างว่าง่าย เขาเปิดกระโปรงรถแล้วชะโงกหัวเข้าไปภายใน เอามือจับโน้นจับนี่ของมันนานพอสมควร แล้วเอ่ยขึ้นว่า
"คุณ ดับเครื่อง"
เพลินบิดกุญแจดับเครื่องอย่างใจเย็น เพราะคิดว่าอย่างน้อยเขาคงรู้เรื่องเครื่องยนต์พอสมควร และอาจช่วยแก้ไขให้รถมันกลับเป็นปกติได้
เขาเดินกลับมาข้างรถใกล้ๆคนขับ
"คุณลงมาให้ผมลองสตาร์ทรถ"
เพลินลงจากรถ ยื่นกุญแจให้ แล้วเดินห่างออกไปสี่ห้าก้าว..เขาก็สตาร์ทรถเหยียบคันเร่งน้ำมันอย่างแรงสองสามครั้ง จนเห็นควันสีค่อนไปทางขาวพุ่งออกมาจากท่อไอเสียอยู่พักใหญ่ ในใจคิดว่ามันคงเป็นเพราะน้ำมันเครื่องหรือท่อไอเสียคงมีปัญหาเป็นแน่...

เขาปล้ำกับเจ้ารถเกือบครึ่งชั่วโมง แต่..ก็ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ นอกจากกลับมาบอกว่า "ผมช่วยไม่ได้แน่ คิดว่าน่าจะเป็นเจ้าเจนเนอเรเตอร์เสีย ต้องให้ช่างที่ร้านซ่อมเขาทำ อาจใช้ของเก่า หรือ ให้ดีเปลี่ยนใหม่เลยจะดีกว่า
"ของที่ใช้แล้ว อาจตกประมาณพันกว่าถึงสี่พันเหรียญ"
เพลินทำหน้ามุ่ย...เหมือนกำลังใช้ความคิดอย่างหนัก ก่อนจะตอบเขาไปว่า
"แล้วฉันจะขับกลับบ้านก่อนได้ไหม มันจะไปถึงไหม?"
เขาก็บอกว่า "ขับได้สบายมาก...ไม่ต้องห่วง ถึงบ้านแน่นอน"
เธอกล่าวขอบคุณเขา หลังจากนั้นเขาคนนั้นก็ขับหายไป...

เพลิน ใจไม่ดีเลยที่รถมีปัญหาแบบนั้น คิดว่าน่าจะโทรศัพท์ไปหาเพื่อนสนิทดีกว่าว่า จะทำอย่างไรดี ขับรถกลับบ้าน หรือว่าจะทิ้งรถไว้ที่นี่แล้วให้เพื่อนมารับ หรือว่าจะโทรศัพท์ให้อู่รถคนไทยมาช่วยลากไปซ่อม เธอเอื้อมมือไปควานหาโทรศัพท์มือถือ

"เฮ้ย..กระเป๋าถือหายไปไหน...! ! "

เพลินน่าซีดเผือด หัวใจแทบหยุดเต้น เธอค้นหาภายในรถจนทั่วก็ไม่เจอ ตายแล้ว..ตายจริงๆ "ไอ้บ้า..คนนั้น...มันคงขโมยกระเป๋าไปแน่นอน"
เพลินใจสั่นถึงกับร้องไห้ออกมาดังๆ "ทำไม มัน..มัน..มัน...ทำได้เนียนแบบนี้โว้ย..ในกระเป๋าถือของฉันมีทั้งใบขับขี่ เงินสด เครดิตการ์ด และเอกสารอื่นๆอีกมากมาย..."

สมัยนี้ไว้ใจใครไม่ได้เลย...โลกนี้ช่างเลวร้ายจริงๆ ! กระล่อน โกหกตอแหลขโมย ขี้โกง ได้เนียนจริงๆ โดยไม่ละอายนรกสวรรค์....

"ใครเจอ น้องแมว หรือคุณไอ้แมว ที่ใต้สะพานลอย บอกเธอให้ช่วยด่ามันแทนฉันหน่อย...เห็นด่าได้เป็นชุด ไม่ซ้ำเป็นวัน ไม่ใช่เหรอ..?" !!

ฉันด่าคนไม่เป็น ช่วยหน่อยเหอะ !!

--------------------------------
หมายเหตุ เรื่องนี้เคยตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์(เสรีชัย 29 มีนาคม 2013) (พิมพ์ครั้งที่ 2 ในหนังสือพ๊อตเก็ตบุครวมเรื่องสั้น 100 เรื่องราว ร้อยเตือนใจ) โดย ป. ปัญญาชน