Get Adobe Flash player

Visitors Counter

1598133
Today
This Month
38
2266

เดย์วัน #17

สองเศร้า..กับความเหงาที่จำเจ
โดย เชิงภู



สืบเนื่องจากที่ฉันได้กลับไปเยี่ยมบ้าน ณ ปักษ์ใต้ การได้กลับไปเยี่ยมบ้านเกิดนั้นช่างเป็นเวลาทองเสียจริงเพราะปีหนึ่งได้กลับแค่ครั้งเดียว ปีทั้งปีก็จมปลักอยู่กับการงานที่พันเกลียวจนกระดิกตัวไม่ได้ แต่ละครั้งเมื่อได้กลับก็พยายามใช้เวลาทุกนาทีให้มีค่าอยู่กับพ่อแม่และญาติพี่น้อง

ปีนี้กลับไปก็เช่นเคยนั่งๆนอนๆคุยกับพ่อแม่พี่ๆและญาติมิตร ปกติทุกปีกลับไปไม่ค่อยได้ย่างเท้าออกจากบ้านไปไหน แต่ปีนี้รู้สึกอยากไปเยี่ยมสองน้าที่เป็นหลานแท้ๆของแม่ สองคนนี้เป็นพี่น้องท้องเดียวกันเพราะไม่มีครอบครัวเมื่อสิ้นพ่อแม่ก็อยู่ดูแลซึ่งกันและกันมาตลอด

จำได้ว่าน้าสองคนนี้เคยดูแลหยิบยื่นอาหารและขนมให้เมื่อตอนเด็กๆ สมัยฉันเป็นเด็กน้ำท่วมทุกครั้งฉันได้แต่นั่งเหม่อมองน้ำไหล พ่อแม่เดินทางไกลไปค้าขายจำใจต้องทิ้งลูกให้อยู่ดูแลกันเอง มีน้าสองคนนี่แหล่ะที่ยังอยู่ในความทรงจำ เสียงดังสวบๆของคนเดินย่ำน้ำที่เพิ่มระดับมากขึ้นเกือบถึงโคนขา น้ารูณนั่นเองที่ขมวดผ้าถุงให้สั้นขึ้นเดินลุยน้ำมาอย่างไม่กลัวอะไร สองมือประคองกะละมังใบใหญ่ที่ข้างในเต็มไปด้วยมันสำปะหลังนึ่งร้อนๆไอกรุ่นโรยมะพร้าวขูดและน้ำตาลทราย เราห้าคนพี่น้องส่งยิ้มยินดี

มาวันนี้เวลาผ่านมานานซะเหลือเกิน ฉันก็อายุเข้าเลขสามตอนปลาย น้ารูณและน้าดีก็เข้าสู่ผู้สูงวัย แต่น่าตกใจที่ทั้งสองคนไม่มีคนดูแลเอาใจใส่ที่ชัดเจน พี่น้องท้องเดียวกันมากมายและอยู่ไม่ไกลกันมากนักแต่เหมือนสองน้าถูกทิ้งให้โดดเดี่ยว มีแต่แม่ของฉันเท่านั้นที่คอยถามไถ่และกำชับเสมอว่าเจ็บไข้ไม่สบายให้รีบมาเรียกมาบอกจะได้ช่วยกันพาไปหาหมอ
ช่วงเทศกาลเป็นช่วงที่สองน้ามีดวงตาที่สดใสเพราะบ้านแม่ของฉันเต็มไปด้วยญาติมิตรมารวมตัวกัน สองน้าก็มาอยู่ มานั่ง มากินอยู่ที่บ้านทุกๆวัน และฉันไม่เคยลืม หยิบยื่นเงินให้สองน้าได้กินขนมและซื้อโน่นซื้อนี่ให้บ่อยๆในช่วงที่พักผ่อนอยู่ที่บ้าน แต่!! ปีนี้แปลกไปน้ารูณดวงตาไม่สดใสเท่าไหร่นัก ส่วนน้าดีนั้นเดินมาเล่นที่บ้านครั้งสองครั้งเท่านั้นเอง สองน้าดูผอมมาก แก้มตอบผมขาว โดยเฉพาะน้าดีนั้นเห็นได้ชัดว่าไม่สบายเหมือนมีโรครุมเร้า และแม่ก็บอกฉันแบบนั้น น้าดีไม่ค่อยสบายทำให้น้ารูณไม่สบายใจไปด้วย สองน้าอยู่ด้วยกันมาตลอดถ้าขาดคนใดคนหนึ่งไป อีกคนจะอยู่อย่างไร!?

ถ้าเท้าความไปคงต้องโทษผู้เป็นพ่อและแม่ของน้ารูณและน้าดี สมัยสาวๆสองคนนี้ก็เป็นสาวสวยแบบสาวบ้านทุ่งมีหนุ่มๆมาหมายปองแต่ไม่มีหนุ่มไหนได้เป็นเจ้าของเพราะพ่อและแม่ไม่ยอมยกให้ เก็บสองสาวไว้ที่บ้านจนเป็นสาวแก่เมื่อพ่อแม่จากไปวัยก็ล่วงเลยหนุ่มที่ไหนจะมามอง กลายเป็นสาวแก่ดูแลกันเองตามประสาพี่น้องจนทุกวันนี้ ถ้าสองคนนี้ได้ออกเรือนไป ชีวิตในตอนนี้อาจไม่เป็นแบบนี้ก็ได้

ตอนเย็นก่อนวันฉันเดินทางกลับ ฉันที่ไม่เคยได้ไปเยี่ยมบ้านของสองน้าทั้งที่อยู่ไม่ไกลกันมาก ครั้งนี้รู้สึกคิดถึงเลยเดินไปเยี่ยมเยียน เวลาเพิ่งจะห้าโมงเย็นแต่บ้านไม้หลังเก่ายกเสาสูงดูมืดอึมครึมและเงียบเหงาพิกล ฉันตะโกนเรียกชื่อสองน้า ผ่านไปพักใหญ่น้ารูณเปิดประตูออกมา ฉันส่งยิ้มทักทายก่อนไต่ขึ้นบันไดและนั่งคุยด้วย
“ยังไม่ค่ำที นอนแล้วเหอ (ยังไม่ค่ำนอนแล้วเหรอ)?” ฉันถามน้ารูณ พร้อมๆกับที่น้าดีที่ร่างกายซูบผอมค่อยๆเดินออกมาจากในห้องมานั่งอยู่ตรงข้ามฉัน
“เรานอนพันนี้ (แบบนี้) ทุกวันแหล่ะ” น้ารูณตอบ ส่วนน้าดีนั้นไม่พูดอะไรนั่งยิ้มอย่างเดียว
“ไม่เปิดไฟ ไม่แลโททัศ (ไม่ดูทีวี) วิทยุยังฟังม่าย (มีฟังหรือเปล่า)?” ฉันถาม
“ฮึ ม่าย (ไม่) ไฟไม่เปิดค่าไฟไม่หอนเสีย (ไม่เคยต้องเสีย) โททัศไม่แล วิทยุไม่ฟัง” น้ารูณตอบ
“เอ๋า!! เงียบเหงาแหล่ะกันพันนี้ (เงียบเหงาซิถ้าแบบนี้)” ฉันพูด
“ทำพรือล่ะ (ทำไงได้) มันไม่ชอบ” น้ารูณบอก

ฉันหันไปคุยกับน้าดีที่นั่งอยู่ตรงข้าม น้าดีตอบอย่างคนไม่มีเรี่ยวแรง บอกกล่าวถึงอาการไม่สบาย กินอะไรไม่ได้ ข้าวซาวน้ำแกงกินได้ไม่กี่คำ ฉันได้ฟังก็อดเป็นห่วงไม่ได้ ยิ่งเห็นสายตาห่วงใยปนหวาดหวั่นของผู้เป็นพี่สาวที่ส่งถึงน้าดีฉันยิ่งสะท้อนใจ เข้าใจคนไม่สบายว่าไม่อยากเป็นแบบนั้นและเข้าใจอีกคนว่าหวาดกลัวอยู่ในใจเมื่อจะขาดใครอีกคน ฉันได้แต่ปลอบใจหาคำพูดสนุกสนานมาสร้างบรรยากาศให้ดีขึ้น

“แรกคืน (เมื่อคืน) ฝันเห็นแม่ แม่บอกว่าจะมารับให้เตรียมตัวให้ดี” อยู่ๆน้าดีก็พูดขึ้น
“มาตะ (มาซิ) กูยิกทุบให้แล (กูไล่ตีให้ดู) แม่กะแม่แหล่ะ (แม่ก็แม่ซิ) มึงไปไหนไม่ได้ มึงต้องอยู่กับกู” น้ารูณพูด

อาทิตย์ลับฟ้า ความมืดโอบอุ้มบ้านอึมครึมหลังนี้ที่ไร้แสงไฟ แต่ละบ้านเสียงดนตรียังคงแว่วดัง การเลี้ยงการสนุกสนานยังไม่เลิกลา แต่ใครจะรู้ว่า บ้านน้อยหลังนี้เต็มไปด้วยความเหงาที่เกินจะบรรยาย และตอนนี้ไม่ได้มีแค่ความเหงาเท่านั้นความหวาดหวั่นใจก็แทรกซึมอยู่ด้วย

แต่นั้นแหล่ะ ทุกชีวิตก็ต้องไปต่อ ไม่ว่าจะต้องเผชิญกับอะไรก็แล้ว แต่!! ก็ต้องอยู่ดูโลกกันไปจนกว่าจะหมดลม !