Get Adobe Flash player

Visitors Counter

1594896
Today
This Month
112
1767

เดย์วัน #9

เบิ้ม..และตึกแดง โดย..เชิงภู


แม่น้ำสายใหญ่ไหลเอื่อย ผ่านหลังบ้านที่ระเกะระกะไปด้วยเสาบ้านที่โผล่พ้นน้ำยามน้ำลด บ้านไม้หลังเก่าดำด่างและดูบอบบางด้วยความยาวนานของตัวบ้าน เสาบ้านที่โผล่พ้นน้ำดูเล็กแต่แข็งแรงยืนแบกรับตัวบ้านอย่างเต็มใจ

ข้างบ้านเป็นบันไดปูนอย่างดีที่เทศบาลสร้างขึ้นเมื่อเร็วๆนี้ ทอดยาวลงสู่แม่น้ำ หนุ่มน้อยวัยมัธยมปลายสวมเสื้อยืดสีเทาและกางเกงขาสั้นสีดำเก่าๆ นั่งเอาเท้าแช่น้ำ ใบหน้ามีความสุขกับโลกของตัวเอง สายตามองตรงสู่อีกฝั่งของแม่น้ำที่เต็มไปด้วยต้นไม้เขียวครึ้ม เขายิ้มกับสายน้ำ สายลมและแสงแดด

“ เบิ้มเอ้ย!! มานี่หน่อย เอาถ่านไปส่งในตลาดหน่อย” เสียงตะโกนดังจากบ้านดำด่าง เบิ้มลุกขึ้นอย่างว่าง่ายเดินขึ้นบันไดไม่รีบร้อน
“ ถ่านใส่รถเข็นไว้แล้ว เข็นไปส่งลุงขายหมูปิ้งนะ ” ชายวัยใกล้หกสิบบอกเบิ้ม ส่วนเบิ้มนั้นได้แต่ยิ้มและพยักหน้า เข็นรถออกไปตามคำสั่งทันที

ลุงถมมองตามหลังสีหน้าเรียบเฉยแต่แววตาครุ่นคิดกับชีวิตหลานชายคนนี้ ปีนี้เบิ้มอายุสิบแปดแล้วจบมอสามอย่างทุลักทุเล ไม่ได้เกเร แต่ไม่สนใจการเรียนวันๆเอาแต่นั่งยิ้ม ให้เข้าเรียนมอปลายก็ไม่ยอมไปจนเขาเองอ่อนใจยอมให้ช่วยงานขายของอยู่กับบ้าน เบิ้มเป็นแบบนี้ตั้งแต่จำความได้แล้ว หลังจากแม่เอามาทิ้งไว้แล้วหายไปกับสามีชาวต่างชาติเขาก็เลี้ยงดูจนทุกวันนี้ ตั้งแต่เล็กจนโตเบิ้มเป็นเด็กเลี้ยงง่าย ว่านอนสอนง่าย ไม่เกเร โตขึ้นมาก็ดูแลตัวเองได้ แต่ไม่ชอบพูดคุยกับใคร มีแต่รอยยิ้มนานๆครั้งจะได้ยินเสียงพูด ชอบอยู่กับตัวเอง จนคนทั่วไปเรียกว่า “ ไอ้เบิ้ม คนบ้า!!”

รถเข็นว่างเปล่า คนเข็นรถยิ้มให้คนข้างทาง คนคุ้นเคยส่งยิ้มให้แต่คนเดินผ่านไปมามองคนส่งยิ้มด้วยสายตาแปลกๆ เบิ้มไม่ได้สนใจสายตานั้นยังคงแจกรอยยิ้มให้รอบข้างต่อไป

ควันธูปเทียนลอยอ้อยอิ่งที่หน้าศาลพระภูมิประจำตลาด เบิ้มจอดรถเข็นเดินตรงไปหน้าศาลพระภูมิยกมือไหว้หลับตาก้มหน้าทำปากขมุบขมิบอยู่นานพอควร หลังเงยหน้าขึ้นมือสองข้างที่พนมไหว้นั้นยกขึ้นลูบหัวตัวเอง

ตึกสีแดงตั้งอยู่ตรงข้ามตลาดซึ่งเป็นคนละทางกับทางกลับบ้านของเบิ้ม เขาหยุดนิ่งมองตึกแดงที่มีสัญลักษณ์ไม้เป็นเครื่องหมายบวกสีแดงเด่นอยู่บนหลังคาหน้าตัวตึก
นัยน์ตามีแววครุ่นคิด สุดท้ายเบิ้มวางรถเข็นเดินข้ามถนนไปที่ตึกนั้นที่ตอนนี้มีคนจับกลุ่มอยู่หลายคน
“ สวัสดีครับ พระเยซูรักคุณนะครับ ” เบิ้มได้ยินเสียงจากใครคนหนึ่งบอกและยื่นใบปลิวแผ่นเล็กๆกับขนมให้ เขารับและส่งยิ้มตอบ
“ วันอาทิตย์นี้ว่างไหมครับ? ถ้าว่างและสะดวกมาได้เลยนะครับ” คนเดิมบอกเบิ้ม เบิ้มได้แต่ยิ้มรับถอยห่างออกมายืนดูผู้คนสักพักหนึ่งก็เดินจากไป

สายลมยามเย็นข้างแม่น้ำบนบันไดที่เดิม เบิ้มนั่งมองใบปลิวแผ่นนั้นพลิกไปพลิกมา รอยยิ้มจากบุคคลผมยาวใส่ชุดขาวมีสง่าราศีของภาพในใบปลิวนั้นดูละมุนส่งมาถึงหนุ่มน้อยที่จ้องดูอยู่ เขาค่อยๆคลี่ยิ้มส่งคืนภาพนั้น

หนุ่มน้อยยืนยิ้มอยู่หน้าตึกแดงมือกำใบปลิวแผ่นเล็กไว้แน่น เขาก้มลงดูชุดที่ตัวเองใส่ที่เป็นชุดเก่าๆและรองเท้าหนีบ ก่อนหันมองผู้คนในตึกแดงที่แต่งตัวสีสันสดใสสวยงาม ทุกคนดูยิ้มแย้มแจ่มใส เบิ้มยิ้มอีกครั้งก่อนจะหันหลังกลับแต่ยังไม่ทันจะก้าวขาเดินมีใครคนหนึ่งคว้าข้อมือเขาไว้และเดินนำเข้าไปข้างใน เบิ้มเดินตามเข้าไปอย่างว่าง่าย

เบิ้มส่งยิ้มให้คนที่พาเขาเข้ามาและนั่งลงบนเก้าอี้หันมองรอบกายอย่างตื่นเต้น ไม่ว่าเขาจะหันไปส่งยิ้มให้ใครทุกคนก็ยิ้มตอบอย่างมีไมตรี เสียงดนตรีและเพลงเพราะๆดังทั่วห้องนั้น เบิ้มจ้องมองทุกอย่าง อย่างสนใจ...และด้วยรอยยิ้ม
บ่ายคล้อยเบิ้มยืนอยู่หน้าตึกแดง เงยหน้าขึ้นมองและส่งยิ้มให้สัญลักษณ์ไม้เครื่องหมายบวกสีแดงเด่นอยู่บนหลังคาหน้าตัวตึก แล้วหันหลังข้ามถนนเพื่อกลับบ้าน เมื่อเดินผ่านศาลพระภูมิกลางตลาดเบิ้มเดินตรงเข้าไปด้วยความเคยชิน และทำเช่นเดิม

ดวงอาทิตย์สีเหลืองอ่อนโผล่พ้นดงไม้ครึ้มฝั่งแม่น้ำด้านโน้น กลางลำน้ำผักตบชวาเกาะเกี่ยวกอดกันเป็นแพชูดอกม่วงสวยลอยเนิบนาบผ่านไป นกยามเช้าออกหากินบินตามกันเป็นระเบียบ เบิ้มนั่งมองรอบกาย..พร้อมรอยยิ้ม
“ จะไปไหนล่ะเจ้าเบิ้ม? ” ลุงถมถามหลานชาย
“ ไปตึกแดง” เบิ้มตอบเบาๆ และยิ้มให้

ลุงถมแปลกใจกับคำตอบของหลานชาย เขาสังเกตมาสักพักแล้ว ระยะหลังมานี้เบิ้มชอบไปที่ตึกแดงโดยเฉพาะวันอาทิตย์จะไปตั้งแต่เช้าและกลับอีกทีเกือบบ่ายสามโมงเย็น ช่วงแรกสงสัยว่า
ตึกแดงที่เบิ้มว่าคืออะไรจึงได้แอบตามหลานชายไป จนได้รู้ว่าตึกแดงคือคริสตจักรประจำตลาดนั่นเอง เขารู้สึกได้ว่าหลานชายเปลี่ยนไปไม่ได้ยิ้มอย่างเดียวเหมือนเมื่อก่อน เมื่อเขาถามไถ่หลานชายมีการตอบกลับ ทำให้เขาไม่คิดมาก เบิ้มอยากไปตึกแดงก็ให้ไปโดยไม่ว่ากล่าว

เสียงเพลงนมัสการในจังหวะสนุกสนาน บรรยากาศเต็มไปด้วยความสุข เบิ้มตบมือร้องเพลงคลอไปกับคนอื่นๆ เขาร้องเพลงถูกบ้างผิดบ้าง เต้นโยกย้ายตามจังหวะของเสียงเพลง ทุกคนในห้องนั้นจะได้ยินเสียงของเบิ้มดังมากตรงเนื้อเพลงคำว่า “ ฮาเลลูยา” เบิ้มร้องเพลงไปยิ้มไป หน้าตาแจ่มใส

หลังจากทำกิจกรรมในกลุ่มเยาวชนเสร็จเบิ้มเดินออกจากตึกแดง ปากยังคงยิ้มอยู่ เมื่อข้ามถนน เขาหยุดยืนนิ่ง ตามองตรงไปที่ศาลพระภูมิกลางตลาด สุดท้ายเขาไม่ได้เดินตรงไปเหมือนทุกครั้ง เบิ้มเดินกลับบ้านปากขมุบขมิบร้องเพลงไปตลอดทาง
เสียงหัวเราะของคนในห้องที่มองดูการแสดงละครของกลุ่มเยาวชน เบิ้มเป็นหนึ่งในนักแสดงที่เรียกเสียงหัวเราะอย่างชื่นชมจากผู้ชมที่นั่งดูเพราะเขาแสดงได้ดีเป็นธรรมชาติ เบิ้มคนนี้เปลี่ยนไป กล้าพูดมากขึ้น แต่สิ่งที่ไม่จากไปไหน คือรอยยิ้มของเขาที่ยังคงแจกจ่ายให้คนทั่วไป

“ เพราะพระเจ้าทรงรักทุกคน ไม่ว่าคนคนนั้นจะเป็นอย่างไร น่ารักหรือไม่น่ารัก คนที่หลายคนมองว่าเป็นคนดี หรือคนไม่ดี ไม่ว่าใครจะคิดอย่างไรกับเขา ไม่ว่าเขาจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัว ความรักของพระเจ้าอยู่กับเขา ..ฉะนั้นเราจึงรู้ และวางใจในความรักที่พระเจ้าทรงมีต่อเรา พระเจ้าทรงเป็นความรัก และผู้ที่อยู่ในความรักก็อยู่ในพระเจ้าและพระเจ้าก็ทรงอยู่ในคนนั้น..พระธรรมยอห์นบทที่4:16 ”

เบิ้มนั่งฟังอย่างเป็นสุขและมีรอยยิ้มตลอดเวลา
ลุงถมสีหน้าแช่มชื่นยืนมองหลานชายสะพายกระเป๋าเดินตรงไปขึ้นรถโดยสารเพื่อไปเรียนต่อมัธยมปลายที่ศูนย์กศน. เบิ้มบอกว่าจะตั้งใจเรียนให้จบชั้นมัธยมหกโดยเร็ว สร้างความประหลาดใจให้กับเขาอย่างมากมาย อะไรทำให้เบิ้มเปลี่ยนไป? แต่เขาไม่อยากหาเหตุผล รู้แต่ว่ายินดีกับการเปลี่ยนแปลงของหลานชายคนนี้

หนุ่มสองวัยนั่งรับประทานอาหารเช้าด้วยกัน เบิ้มตักอาหารเช้ากินอย่างรวดเร็วเงยหน้าขึ้นยิ้มให้คนตรงข้ามเมื่อคำสุดท้ายเข้าปาก “ จะรีบไปไหนล่ะเจ้าเบิ้ม?” ลุงถมถาม