Get Adobe Flash player

Visitors Counter

1582688
Today
This Month
22
1868

เดย์วัน #8

โดย : ศาสนาจารย์ ดร. มนตรี โมเสส ธิติมา (ศจ.แบลนฟอร์ดและผม)


วัยชราเป็นเรื่องธรรมดาและเป็นธรรมชาติของมนุษย์ ถ้ามนุษย์ไม่แก่เลยก็จะเป็นเพียงทารกตลอดไป ถูกหน่วงเหนี่ยวไม่ให้เข้าสู่วิถีของชีวิต กลายเป็นคนที่ถูกจำกัดในประสบการณ์และการรับรู้ใดๆ เราทุกคนควรขอพระคุณพระเจ้าสำหรับการมีอายุมากขึ้นหากคิดถึงเรื่องความแก่ชราก็ทำให้เกิดความกลัว เพราะอาจคิดถึงคนแก่ชราที่สูญเสียสุขภาพ

อาจมีคำถามในใจตนเองว่า ถ้าตนแก่ชรายังคงมีสุขภาพที่แข็งแรงอยู่หรือไม่ ความวิตกในเรื่องความเจ็บป่วยหรือชีวิตที่ทุกข์ทรมานอาจกลายเป็นความกลัวอันมหันต์ เมื่อเริ่มต้นแก่ชราก็ประสบว่า ความสามารถหรือสมรรถภาพเริ่มเสื่อมถอยลง ไม่มีใครสามารถอยู่ในสภาพแข็งแรงเสมอไป เพราะความจริงก็คือ ทุกคนต้องเจ็บป่วยหรือทุกข์ทรมานไม่มากก็น้อย ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะความป่วยไข้หรือความทุกข์ทรมานเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตมนุษย์บางคนอาจคำนึงถึงความมั่นคงทางการเงิน คือตนเองจะมีเงินมากพอที่จะใช้จ่ายเมื่อตนเองและคู่สมรสมีอายุแก่ชรา

บางคนอาจคิดถึงเรื่องการต้องพึ่งพาอาศัยคนอื่นและตนเองยังคงมีคุณค่าหรือมีประ โยชน์หรือไม่ บางคนไม่แน่ใจว่าเมื่อตนเองชราภาพแล้วจะยังมีสิ่งใดบ้างที่จะให้ความหมายแก่ตน เองและทำให้ความสุขใจ บางคนกลัวเรื่องการต้องแยกจากคู่รักของตนเพราะอีกฝ่ายอาจจากโลกนี้ไปเสียก่อนจึงคิดว่าตนเองคงอยู่อย่างโดดเดี่ยวและเหงาหงอย บางคนอาจวิตกว่าตนเองจะกลับกลายเป็นภาระให้แก่ครอบครัวหรือลูกหลานของตน เราทุกคนต่างมีความกลัวในลักษณะหรือรูปแบบต่างๆ เมื่อคิดถึงหรือเกี่ยวข้องกับความชรา ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะสิ่งที่เราคิดหรือวิตกหรือห่วงใยหรือกังวลถึงเรื่องความชราก็เป็นเรื่องธรรมดาธรรมชาติที่ทุกคนจะต้องก้าวต่อไปในวิถีชีวิต

ให้ผมเสนอแนะสิ่งที่สำคัญเกี่ยวกับความชราคือจิตใจภายในที่มีส่วนสำคัญในการก่อร่างสร้างชีวิตของตน คือให้ถามตนเองในเวลานี้ไม่ว่าขณะนี้ตนเองมีอายุเท่าไรก็ตามว่า อะไรคือสภาพหรือสิ่งที่เราต้องการที่จะเป็นใน 5 หรือ 10 ปีข้างหน้า? และเราจะเป็นอย่างนั้น ณ แห่งหนใด? คิดถึงคำถามนี้ไม่ใช่ในความหมายของสถานที่ๆ ตนจะมีชีวิตต่อไปแต่ในความหมายของความคาดหมายว่าตนเองจะเป็นเช่นไรในอนาคต ให้ถามตนเองว่า จะต้องทำอย่างไรที่จะให้ตนบรรลุถึงเป้าหมายนั้น ตนเองจะรักษาสถาน ภาพทางการเงินได้อย่างไร ใครหรือที่จะอยู่ร่วมกับตนเอง ใครบ้างที่เราต้องการอยู่ด้วยกัน และสิ่งที่สำ คัญก็คือ ตนเองจะทำอะไรบ้างที่เป็นประโยชน์และมีความหมาย

สิ่งที่จะก่อสร้างชีวิตของตนก็เกี่ยวข้องเจตนคติหรือ attitude ของตนเอง เจตนคติเป็นเหมือนกับวิศวกรที่ก่อสร้างชีวิตจากสภาพที่ไม่มีอะไรให้เป็นเช่นนี้เช่นนั้นเมื่อเวลาได้ผ่านพ้นไป การมองดูชีวิตหรือทัศนคติที่ตนใช้ในการมองดูชีวิตก็เป็นปัจจัยสำคัญของชีวิต ขอให้จดจำไว้ว่า ชีวิตที่จะเป็นเช่นไรหรือไม่เป็นเช่นไรก็ถูกกำกับด้วยทัศนคติหรือเจตนคติของตนเอง เราทุกคนควรเข้าใจและยอมรับว่า ตนเองเป็นผู้มีสิ่งที่พิเศษและมีเอกลักษณ์ ตนเองสามารถเป็นของประทานอันวิเศษแก่ผู้อื่นได้ ชีวิตที่จะมีคุณค่าและมีความหมายทั้งต่อตนเองและผู้อื่นก็เกี่ยวข้องกับตนเองมีทัศนคติหรือเจตนคติในตนเองเช่นไรบ้าง ทัศนคติหรือเจตนคติที่อยู่ภายในชีวิตก็ส่งผลให้เกิดความแตกต่างอย่างสิ้นเชิง

บางคนเข้าใจผิดหรือทึกทักเองว่าหากตนเองแก่ชราหรือคนอื่นที่แก่ชราล้วนเป็นคนที่ไม่อาจทำอะไรได้ หากใครอยู่ในสภาพหง่อมหรือมีอาการเสื่อมลงที่เป็นผลจากความชราก็กลายเป็นคนที่ไม่มีคุณ ค่าหรือไม่มีประโยชน์ อย่ามีความคิดเช่นนั้น เพราะทัศนคติที่เป็นบวกหรือเจตนคติเชิงสร้างสรรค์ก็สามารถกระทำให้คนที่ชราไม่ใช่เป็นคนที่ชราภาพเสมอไป แต่กลับเป็นคนที่มีสุขภาพจิตสุขภาพกายที่แข็งแรงและสร้างคุณประโยชน์ได้มากมาย

จากพระธรรมที่อ่านในวันนี้ ท่านผู้ประพันธ์สดุดีได้ประกาศว่า พระเจ้าทรงเป็นศิลาของข้าพระองค์ ทรงเป็นป้อมปราการที่เข้มแข็ง และเป็นที่ลี้ภัย ในคำอธิษฐานผู้เขียนสดุดีได้ใช้สรรพนามที่เน้นถึงตนเองด้วยคำว่า “ข้าพระองค์ ของข้าพระองค์” หรือในภาษาอังกฤษที่ใช้คำว่า “I, My, Me” คำอธิษฐานจากพระธรรมสดุดี 71 เป็นคำกล่าวของผู้อาวุโสที่เป็นในลักษณะคร่ำครวญและการสารภาพของตนแต่ก็มาจากจิตใจที่มีความมั่นใจว่าพระเจ้าทรงสถิตอยู่กับท่าน แม้ว่าท่านอยู่ในสภาพที่ชราและมีสิ่งที่เจ็บปวดหรือทุกข์ใจหรือกำลังมีความเดือดร้อนวิตกกังวล แต่เขาก็เชื่อวางใจในพระเจ้าซึ่งเป็นความเชื่อศรัทธาตั้งแต่สมัยที่ตนเป็นเด็กเล็ก ๆ (สดุดี 71:6)

จริงอยู่คนที่ชราภาพก็กระทำกิจกรรมที่ไม่คล่องแคล่วแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเมื่อมาถึงวัยชราจะไม่สามารถทำสิ่งที่มีประโยชน์ทั้งต่อตนเองหรือส่วนรวม ประธานาธิบดีโรแนล เรแกนเป็นประธานาธิบดีครั้งแรกเมื่ออายุ 70 ปีและเป็นติดต่อกันถึง 2 เทอม 8 ปี เช่นเดียวกับหญิงเหล็กที่เป็นนายกรัฐมนตรีของอิสราเอลคือโกลด้า แมร์ก็เป็นนายกรัฐมนตรีในสภาวะที่ยุ่งยากที่สุดของประเทศเมื่อท่านมีอายุ 71 ปี วุฒิสภาของประเทศไทยก็มีสมาชิกที่มีอายุมากกว่า 80 ปีเช่น คุณแคว้น นรปติ หรือ คุณสมคิด ศรีสังคม ในคริสตจักรก็มีนักเทศน์เช่นจอห์น เวสเล่ย์ที่เทศนาจนกระทั่งท่านมีอายุ 87 ปี เช่นเดียวกับบิลลี่ แกรแฮมซึ่งอยู่ในวัยชราได้เทศนาที่นิวยอร์คซิตี้เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านไป

 เราได้พบถึงอับราฮัมที่มีลูกชายอายุ 100 ปี พระเจ้าทรงเรียกโมเสสให้เป็นผู้นำชนชาติอิสราเอลขณะที่ท่านอายุ 80 ปีและทำหน้าที่จนกระทั่งอายุ 120 ปี ตอนที่โมเสสอายุ 120 ปี ท่านยังมีกำลังที่ไม่ถอยสามารถเดินปีนขึ้นภูเขาได้และมีสายตาที่เห็นชัดเจนไม่มัว นอกจากนั้นยังมีคนอีกมากมายที่ยังเป็นครูบาอาจารย์ ศิลปิน นักแสดง นักการเมือง นักธุรกิจ และอื่นๆ อีกมากมายที่ยังคงสร้างสร้างผลงานหรือผลิตสิ่งที่มีคุณค่า มีคนจำนวนมากได้ให้สิ่งที่มีคุณค่าแก่โลกเมื่อตนเองมาถึงช่วงชราของชีวิต

ให้เราคิดถึงอีกประเด็นหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับชราภาพ คือการก้าวต่อไปในชีวิตของทุกคนมักเกี่ยวข้องกับสิ่งหนึ่งคือ “การลาก่อน” หรือ “Good-bye” เมื่อมาถึงวัยชราก็มักต้องกล่าวคำหรือได้ยินคำว่า “ลาก่อน” เสมอ ๆ

ไม่ทราบเราเข้าใจคำว่า “ลาก่อน” อย่างไรบ้าง การลาก่อนมิใช่เป็นการยุติหรือหมดสิ้นทุกสิ่ง แต่เป็นการเปิดบทใหม่หรือบทชีวิตใหม่ เราลาก่อนเพื่อที่จะก้าวต่อไปในอีกบทหนึ่งหรืออีกระดับหนึ่งในชีวิต เราลาก่อนเพื่อที่เราจะไปในที่ ๆ ดีกว่าหรือมีความสำคัญกว่า เราลาก่อนกับคุณพ่อของเราที่ได้จากโลกนี้ไป แม้มีความเศร้าที่ได้สูญเสียแต่การลาก่อนก็เพื่อให้ท่านไปอยู่กับพระเจ้าที่เมืองบรมสุขเกษม

เราต้อง “ลาก่อน” จากสิ่งหนึ่งเพื่อที่จะก้าวเข้าไปในอีกสิ่งหนึ่ง เราเกษียณจากหน้าที่หนึ่งก็เพื่อที่จะเข้าไปยังอีกหน้าที่หนึ่ง ผมมีคุณอาที่รักในการทำงานเป็นเซลแมน งานสุดท้ายของท่านคือขายน้ำมันเครื่องให้แก่ลูกค้าที่อยู่ในประเทศต่างๆ ท่านมักบ่นกับทุกคนว่า “เหนื่อย” แต่ท่านก็สนุกกับการทำงานเพราะมีการติดต่อ, มีการเดินทาง แต่เมื่ออายุ 75 ปีก็ถูกบังคับให้หยุดและต่อมาอีกไม่กี่ปีก็ได้เสียชีวิตลง ก่อนจากโลกนี้ไปก็เป็นโรคสารพัดต้องเข้าออกโรงพยาบาล ท่านอาจเหนื่อยตอนทำงานแต่ก็สุขใจ แต่การหยุดงานหรือหยุดทำในสิ่งที่ตนชอบก็ทำให้ท่านเหนื่อยทั้งกายและใจเพราะมีโรคภัยและขาดความสุข

เมื่อมาถึงวัยชราก็ควรเรียนรู้ต่อไป ทุกคนไม่มีการอิ่มตัวหรือต้องหยุดเรียนรู้ เราสามารถที่จะเรียนรู้ในภาษาใหม่ หรือศึกษาในสาขาวิชาที่ตนไม่เคยเรียนหรือไม่ถนัด เราสามารถมีการศึกษาต่อเนื่องได้

เราสามารถมีเวลาที่มีความสุขกับครอบครัวของตน เราสามารถท่องเที่ยวหรือเดินทาง เราสามารถเริ่มต้นโครงการใหม่ได้ เราสามารถเป็นอาสาสมัครในสังคมหรือในคริสตจักร เราสามารถเรียนรู้และสั่งสอนคนอื่นด้วยการเป็นครูรวีวารศึกษา เราสามารถเขียนสิ่งที่หนุนใจคนอื่น เราสามารถอธิษฐานเพื่อคนอื่น ๆ เราสามารถใช้ความชราภาพให้เกิดคุณภาพในตนเองและคนอื่นได้

ในแง่ฝ่ายจิตวิญญาณ คนที่ชราภาพสามารถพัฒนาความเชื่อศรัทธาในตนเอง เราสามารถวางแบบอย่างการเป็นสาวกของพระเยซูเพื่อเสริมสร้างเป็นตัวอย่างแก่ผู้อื่น

เราอาจทำงานใหม่หรือมีอาชีพใหม่ได้ หลายคนเกษียณตนเองจากงานหนึ่งก็เพื่อที่จะไปทำงานอีกอย่างหนึ่ง เราอาจต้องมาถึงสิ้นสุดตามวาระหรือตามอายุการทำงานของราชการ การสิ้นสุดนั้นมิใช่เพื่อให้เราสิ้นชีวิต แต่เพื่อให้เข้าสู่โอกาสในบทใหม่หรือประสบการณ์ใหม่

ประการสุดท้าย คือการเราทุกคนยังคงเติบโตต่อไป จงมุ่งหน้าเดินทางชีวิตของตนเพื่อการเรียนรู้และการเติบโตแม้ตนเองอยู่ในวัยชรา จริงอยู่ สุขภาพอาจไม่ดีเหมือนเมื่อก่อน แต่ก็ไม่อาจปิดกั้นการเรียนรู้ของใครได้

ในฐานะของอนุชนหรือคนที่มีอาวุโสน้อยกว่า เราทุกคนสามารถเรียนรู้จากผู้อาวุโสได้ คนที่มีอาวุโสก็ผ่านพ้นประสบการณ์ชีวิตทั้งที่สุขและทุกข์ ดีและเลว พวกเขาได้เห็นถึงมติชีวิตในแง่มุมต่าง ๆ เขารู้ว่าร้อนนั้นเจ็บปวด ไม่เพียงแต่เท่านั้น เขายังรู้ว่าหนาวนั้นก็ทรมาน เขาได้รู้ถึงมูลเหตุที่ก่อให้เกิดผลหรือปัญหาที่ตามมา เราสามารถที่จะเรียนรู้สิ่งที่มีประโยชน์จากบรรดาผู้อาวุโส สติปัญญาที่ส่ำสมจากอดีตของท่านควรช่วยเราให้เดินต่อไปในอนาคตที่มีปัญญา เราอาจไม่ต้องเจ็บไม่ต้องยุ่งยากในหลายเรื่องหรือมีประวัติศาสตร์ซ้ำรอยหากเราเปิดหูและเปิดความคิดรับฟังคำแนะนำตักเตือนของผู้ที่มีอาวุโส

สำหรับผู้ที่อาวุโสก็มีสิ่งที่ต้องก้าวหน้าต่อไป คือเราต้องมีการเติบโตอีก เราต้องหัวเราะมากขึ้นและที่สำคัญคือเราต้องสรรเสริญพระเจ้ามากขึ้น ๆ สดุดี 71:8 กล่าวว่า “ข้าพระองค์สรรเสริญพระองค์เต็มปากและถวายเกียรติแด่พระองค์วันยังค่ำ” จากถ้อยคำดังกล่าว เราสามารถสรรเสริญพระเจ้าในทุกเรื่องในทุกโอกาสและทุกสถานการณ์

ผู้สูงอายุหรือผู้ที่อยู่ในวัยชราจำเป็นที่จะต้องมีเรื่องใหม่ที่จะบอกกล่าวกับคนรุ่นใหม่ ผู้สูงอายุควรเล่าเรื่องที่เขามองเห็นในเด็กและเยาวชนถึงชีวิตเมื่อเป็นผู้ใหญ่หรือเข้าสู่วัยชรา คนที่ชราควรเล่าให้เยาวชนถึงสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับตนเอง เมื่อมาถึงวัยที่เป็นสนธยาก่อนที่จะก้าวไปอีกมิติของชีวิตก็ควรเล่าถึงสิ่งที่เป็นความหวังหรืออุดมการณ์ที่อยากจะฝากไว้ให้สานต่อไป ทุกคนที่มีโอกาสอย่างหนึ่งอย่างใดในชีวิตก็ควรเตรียมหรือทำสิ่งที่เป็นประโยชน์เพื่อคนใหม่ที่จะเข้ามาแทนที่

เมื่อมาถึงวัยชรา ผู้เขียนสดุดีได้กล่าวในข้อที่ 18 ว่า “แม้จะถึงวัยชราและผมหงอกก็ตาม ข้าแต่พระเจ้า ขออย่าทรงทอดทิ้งข้าพระองค์เสียจนกว่าข้าพระองค์จะประกาศถึงอานุภาพของพระองค์แก่ชาติพันธุ์ถัดไปและฤทธิ์เดชของพระองค์แก่ผู้ที่จะเกิดมา”

สิ่งสุดท้ายก่อนที่คนที่อยู่ในวัยชราที่ไม่ชราภาพก็คือ “ประกาศถึงอานุภาพและฤทธิ์เดชของพระเจ้าแก่ผู้ที่จะเกิดมา” นี่เองจึงเป็นสิ่งที่มีคุณค่าสูงสุดสำหรับทุกคนที่มีโอกาสมาถึงวัยชรา