Get Adobe Flash player

Visitors Counter

1582684
Today
This Month
18
1864

รักแท้...มิได้มีแต่ในเทพนิยาย

โดย ...วชิราวรรณ

 

 

 

ก่อนนั้น ทุกวันโลกเป็นสีเทา เปลี่ยวเหงา เฝ้าแต่รอคอยเสมอ เธออยู่แห่งไหน เมื่อใจฉันพร่ำหาเธอ ใครจะเสนอ มอบใจรักและต้องการ...ก่อนนั้น ฉันมีชีวิตเพื่อใคร ขื่นขมเท่าใดจะกลายเป็นหวาน ทนอยู่ต่อไป แม้ใจทนทรมาน คืนวันผันผ่าน จนเราได้มาพบกัน...แปลกใจหนักหนา เธอมาปลุกชีวิตฉัน เธอมามอบรักนิรันดร์ เธอมาอดีตพลันมลาย...บัดนี้ ทุกนาทีเป็นแสงทอง ที่เคยหม่นหมองกลับมีความหมาย ฉันเพิ่งได้รู้รักทำให้ความทุกข์คลาย ยาอื่นไม่หาย ไม่เลือนเหมือนเธอเป็นยา...บัดนี้ ฉันมีชีวิตเพื่อเธอ ได้เจอคือเธอที่ฉันฝันหา เธอที่คราวนั้นฉันคอยกับรอยน้ำตา เธอจึงมีค่า ตราตรึงหนึ่งดังหัวใจ” (“เธอ” คำร้องและทำนองโดย จันทนีย์ อุณากูล)

 

ฉันเติบโตมาในครอบครัวคนไทยผสมจีนที่ไม่สมประกอบ...แม่

ไปทางและพ่อไปทาง หัวใจฉันจึงมี “รู” ขนาดใหญ่อันเนื่องจากขาดความรัก...ความอบอุ่น ฉันได้พยายามแสวงหาสิ่งต่างๆ เข้ามาถมรูนั้นให้เต็มแต่ก็ไม่สำเร็จ ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นการศึกษา ซึ่งฉันก็ขวนขวายหาวิชาความรู้จนจบการศึกษาระดับปริญญาโท หรือทรัพย์สินเงินทอง ซึ่งฉันก็เป็นคนที่มีความสามารถคนหนึ่งในการทำมาหากิน หรือความรัก ซึ่งฉันก็แสวงหาจากผู้คนมากมาย และแม้พวกเขาจะรักฉันจริง แต่ความรักของพวกเขาก็ไม่อาจเติมหรือถม “รู” ในหัวใจของฉันให้เต็มได้

ก่อนนั้น ทุกวันโลกเป็นสีเทา เปลี่ยวเหงาเฝ้าแต่รอคอยเสมอ เธออยู่แห่งไหน เมื่อใจฉันพร่ำหาเธอ ใครจะเสนอ มอบใจรักและต้อง-การ...”

เนื่องจากเป็นคนช่างคิดและชอบอ่านหนังสือแสวงหาความรู้ความเข้าใจในชีวิต ฉันจึงแปลกใจยิ่งว่า แม้ฉันจะได้พยายามไขว่คว้าหาสิ่งต่างๆ โดยเฉพาะความรัก แต่สิ่งเหล่านั้นก็ไม่สามารถทำให้ฉันมี “ความสุข” และ “ความสงบในจิตใจ” ได้ ฉันวิ่งไล่ตามความรักประดุจคนวิ่งไล่ตามเงาตัวเอง ซึ่งไม่มีทางตามทันหรือจับมันได้ และมันก็ไม่ทำให้หัวใจของฉันอิ่มเต็ม อันเปรียบได้กับทรายที่ไม่มีวันอิ่มด้วยน้ำ...

วิ่งหารักมาอ่อนใจ เอื่อยไหลซบทรายกระเซ็น ชื่นฉ่ำเย็นอยากเป็นน้ำเซาะทราย...”

ฉันชอบฟังเพลงของทุกชาติทุกภาษาเท่าที่ตัวเองจะฟังออกและเข้าใจความหมาย ซึ่งทำให้ฉันได้ค้นพบว่ามีสัจธรรมและหลักปรัช-ญาในการดำเนินชีวิตแฝงอยู่ในบทเพลงต่างๆ เพราะทุกบททุกตอนของแต่ละเพลง ผู้แต่งแต่งจากชีวิตจริงของตนเองหรือของคนอื่น อันทำให้เพลงเหล่านั้นคงความเป็นอมตะ แม้วันเวลาจะผันผ่านไปนานเท่าไรก็ตาม

เพลงที่สะดุดความรู้สึกของฉันที่สุดคือเพลงที่มีเนื้อร้องว่า “ความรักประจักษ์ใจฉัน ตั้งแต่วันพบเธอวันแรก ความรักดูๆ ก็แปลก ไม่เอา “พระเจ้า” ก็แจก...ถ้ารู้ตัวเสียนาทีแรก “พระเจ้า” เอารักมาแจก...” และอีกหลายต่อหลายเพลงที่ต่อว่าต่อขาน “พระเจ้า” ซึ่งตอนนั้นแม้ฉันจะไม่เข้าใจและไม่รู้จักพระเจ้า แต่ฉันก็รู้สึกว่าเป็นการไม่ยุติธรรมและไม่สมควรที่จะต่อว่าพระองค์ เพราะความรักความใคร่เป็นเรื่องของมนุษย์เดินดิน ไม่เกี่ยวกับพระเจ้าในสรวงสวรรค์

อย่างไรก็ตาม เมื่อได้ดำเนินชีวิตฝ่ายร่างกายพร้อมทั้งพยายามอย่างสุดฤทธิ์ที่จะสรรหาสิ่งต่างๆ มาถมทับความกลวงโหวงแห่งหัวใจมาได้พักใหญ่ ฉันก็ได้พบกับผู้เป็นเจ้าของรักแท้อันนิรันดร์

“...คืนวันผันผ่าน จนเราได้มาพบกัน...แปลกใจหนักหนา เธอมาปลุกชีวิตฉัน เธอมามอบรักนิรันดร์ เธอมาอดีตพลันมลาย...”

เมื่อฉันได้รู้จักพระเจ้าที่บรรดานักเขียนและนักแต่งเพลงทั้งหลายพากัน “กล่าวโทษ” ว่าเป็นสาเหตุแห่งความทุกข์ระทมและความไม่สมหวังในชีวิตของตนนั้น ฉันก็ได้รู้จัก “ความรัก” อีกชนิดหนึ่งซึ่งสามารถถมเต็ม “รู” ในหัวใจฉันได้ โดยที่ฉันไม่ต้องไปเสาะแสวงหาความรักจากใครหรือสิ่งอื่นใดอีกแล้ว...เป็นความรักที่ยิ่งใหญ่กว่าความรักของพ่อแม่พี่น้องหรือของผู้ชายคนใด นั่นคือ “ความรักของพระเจ้า” อันทำให้ฉันสามารถขับขานบทเพลงท่อนต่อไปนี้ได้อย่างเต็มหัวใจว่า

“...บัดนี้ ทุกนาทีเป็นแสงทอง ที่เคยหม่นหมองกลับมีความหมาย ฉันเพิ่งได้รู้รักทำให้ความทุกข์คลาย ยาอื่นไม่หาย ไม่เลือนเหมือนเธอเป็นยา...”

นับแต่ที่ฉันได้ต้อนรับองค์พระเยซูคริสต์เข้ามาในหัวใจ…มาเป็นพระผู้เป็นเจ้าและพระผู้ช่วยให้รอดของฉันนั้น พระองค์ก็ทรงเข้ามาเป็นทุกสิ่งในชีวิตฉัน และฉันกลับรู้สึกว่าชีวิตฉันได้รับการเติมเต็มจน “รูโหว่หรือช่องว่าง” แห่งหัวใจของฉันนั้นหายไป ยิ่งกว่านี้ นับแต่นั้นมา ชีวิตฉันกลับมีความหมายเพราะรู้ว่าฉันจะดำเนินชีวิตอยู่ในโลกอันทุกข์ระทมขมขื่นใบนี้เพื่ออะไรและเพื่อใคร

“...บัดนี้ ฉันมีชีวิตเพื่อเธอ ได้เจอคือเธอที่ฉันฝันหา เธอที่คราวนั้น ฉันคอยกับรอยน้ำตา เธอจึงมีค่า...ตราตรึงหนึ่งดังหัวใจ”

ทุกวันนี้ หัวใจของฉันได้รับการเติมเต็มด้วยความรักของพระเจ้าซึ่งเป็น “รักแท้” ที่มิได้มีอยู่แต่ในนิยายรักโรแมนติกหรือเทพนิยายที่มักลงท้ายตอนจบว่า “และพวกเขาก็อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขตลอด ไป”และก็ไม่เหมือนกับความรักแท้ของมนุษย์ที่นำเสนอข้างต้นด้วย เพราะการแต่งงานของพวกเขาเป็นเพียงก้าวแรกในการเดินทางไปบนหนทางอันยาวไกลของชีวิตคู่เท่านั้น

แต่ความรักของพระเจ้านั้นจริงแท้แน่นอนและเป็นนิรันดร์เพราะมีบันทึกไว้ในพระคัมภีร์ไบเบิลว่า เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก(มนุษย์ทุกคน)จนได้ประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ที่บังเกิดมา เพื่อผู้ใดที่เชื่อในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์”(ยอห์น 3:16)เพราะขนาดพระบุตรองค์เดียวคือพระเยซูคริสต์ พระเจ้ายังประทานให้มาวายพระชนม์บนกางเขนเพื่อรับโทษบาปแทนมนุษย์ทั้งโลกได้เลย และ พระเจ้าทรงสำแดงความรักของพระองค์แก่เราทั้งหลาย คือขณะที่เรายังเป็นคนบาปอยู่นั้น พระคริสต์ได้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเรา(โรม 5:8) อีกทั้งความรักของพระองค์มั่นคงยิ่งที่ไม่มีใครหรือสิ่งใดจะมาทำให้เราขาดจากความรักนั้นได้ด้วย ตามที่มีบันทึกไว้ว่า ใครจะให้เราทั้งหลายขาดจากความรักของพระคริสต์ได้เล่า จะเป็นความยากลำบาก หรือความทุกข์ หรือการข่มเหง...” (โรม 8:35)

นอกจากนี้ ความรักของพระเจ้ายังเป็นรักแท้เพราะพระองค์ได้ทรงจัดเตรียมการแต่งงานในสวรรค์ไว้ให้แก่พวกเราที่เปรียบเสมือนเจ้า สาวของพระองค์และพระองค์ตรัสว่า วันหนึ่งพระองค์จะเสด็จมารับเจ้า สาวที่งดงามไร้รอยมลทินด่างพร้อยใดๆ ไปสู่งานมงคลสมรสในสวรรค์:ขอให้เราทั้งหลายร่าเริงยินดีและถวายพระเกียรติแด่พระองค์ เพราะว่าถึงเวลามงคลสมรสของพระเมษโปดก(พระเยซูคริสต์)แล้วและมเหสีของพระองค์ได้เตรียมตัวพร้อมแล้ว และทรงโปรดให้เธอสวมผ้าป่านเนื้อละเอียด สะอาดและขาว เพราะผ้าป่านเนื้อละเอียดนั้นเป็นความชอบธรรมของพวกวิสุทธิชน(วิวรณ์ 19:7-8)